JV BAND by Piranee

25 ตุลาคม 2553

อุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 70 ปี

น้ำท่วมโคราชประสบการณ์นาทีวิกฤต
           ภัยน้ำท่วมกับประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ปกติอยู่แล้วเพราะเกิดขึ้นทุกปีและคงจะไม่มีวิธีแก้ไขที่ดีไปกว่าการยอมรับการสูญเสียต่างๆ เพราะภัยธรรมชาติไม่สามารถที่จะคาดเดา และหยุดยั้งได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง  แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพวกเราต่างก็ช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ  ภาพบรรยากาศต่างๆ  ตัวเราเองเคยเห็นแต่ในข่าวทีวี  หรือฟังจากคำบอกเล่า  จนเมื่อวันศุกร์ ที่ 22  ตุลาคม  2553  ได้สัมผัสด้วยตัวเอง  จริงจริงแล้วเราอยู่ที่อำเภอจักราช  แต่ต้องมาเป็นวิทยากรการเข้าค่ายอบรมนาฏศิลป์  ที่โรงเรียนสุริยาอุทัย  อำเภอพิมาย  ในช่วงวันที่  19-23  ตุลาคม 2553  จึงตั้งใจจะเดินทางก่อนวันอบรมในวันที่  18  ตอนเช้า  และจะขึ้นรถประจำทางไปเอง  แต่น้องที่อยู่พิมายบอกว่ารถเมย์มันไม่วิ่งเพราะตอนนี้น้ำท่วมถึงปั๊มน้ำมันโนนคอยแล้วและในโคราชด้วยเขาห้ามรถผ่าน ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมากเพราะตรงนั้นก็ท่วมอยู่ทุกปีเพราะว่ามันอยู่ติดกับลำจักราช  และก็เป็นพื้นที่ต่ำ  ก่อนหน้านี้สามสี่วันที่ผ่านมาฝนตกหนักมากแล้วก็ตกทั้งวี่ทั้งวัน  เราเองมานอนค้างที่โรงเรียนเลยเพราะตั้งใจจะทำ blog นี้ให้เสร็จก่อนถึงวันอบรมและพอดีกับฝนก็ตกก็เลยนอนค้าง น้ำก็ซึมเข้าห้องเหมือนเคยเป็นเรื่องปกติ  จึงตัดสินใจให้คุณเอกวัฒน์มารับที่บ้าน  แล้วก็ต้องขับรถอ้อมไปหินดาดจึงจะไปได้  เพราะทางที่ใกล้ๆ ก็โดนน้ำท่วมหมดแล้ว  ตอนนั่งรถไปก็ตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะว่าตลอดเส้นทางไอ้เอกวัฒน์มันเล่าแต่เรื่องน้ำให้ฟังบวกกับว่าตามเส้นทางตั้งแต่หินโคนไปก็มีสะพานข้ามทางน้ำประมาณสามสี่สะพาน  แต่ละสะพานน้ำก็ไหลแรงมากก็เลยหวั่นไหว  แต่ก็เดินทางมาถึงพิมายโดยปลอดภัย  พอมาถึงพิมายก็ได้ยินชาวบ้านพูดกันเรื่องน้ำท่วมอีกตอนนั้นคิดว่าคงไม่เป็นไรเพราะบ้านเอื้ออาทร ในเขตพิมายเมืองใหม่ไม่น่าจะมีผลกระทบ  ตอนเย็นดูข่าวในทีวี  มีแต่เรื่องน้ำท่วมและที่สำคัญจังหวัดที่ท่วมหนักก็คือนครราชสีมา  และข่าวนายกฯ มาเยี่ยม  ถึงกับต้องขึ้นรถทหารเพราะในเมืองน้ำท่วมสูง  เดือดร้อนมากทั้งโรงพยาบาลมหาราช และโรงพยาบาลจิตเวช  รวมถึงบ้านพี่กี้ที่เปิดร้านขายจิ้มจุ่มอยู่แถวนั้นด้วย (เห็นในภาพข่าวด้วย) แต่ที่หนักสุดเห็นจะเป็นอำเภอปักธงชัยเพราะใกล้เขื่อนลำพระเพลิง (จากภาพข่าวน้ำในเขื่อนน่ากลัวมากมากเลยเหมือนจะแตก) จนเวลาประมาณ 3  ทุ่ม  ก็ได้ยินชาวบ้านในหมู่บ้านพากันออกมาส่งเสียงเอะอะ  น้องเลยออกไปดูปรากฏว่าน้ำเริ่มไหลซึมขึ้นมาตามท่อน้ำในหมู่บ้าน และตอนนี้ในเขตเทศบาลหรือในเมืองพิมายเทศบาลก็ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมเก็บข้าวของเพราะน้ำกำลังจะมามากและจะขึ้นสูงตั้งแต่คืนนี้  เอาแล้วไงเริ่มตื่นเต้นแล้วแต่ก็นอนหลับ  จนเช้าวันที่ 19  เตรียมตัวจะไปโรงเรียนแต่โทรศัพท์จากผู้ปกครองที่โทรมาหาน้องไม่ขาดสายเพื่อถามว่าน้ำท่วมโรงเรียนหรือเปล่าไม่ไปเข้าค่ายได้ไหม  ในใจคิดว่าคงจะยกเลิกค่ายในครั้งนี้แน่เพราะว่าตอนนี้น้ำเริ่มขึ้นมาครึ่งน่องแล้วแต่โชคดีที่พื้นบ้านสูงน้ำจึงยังไม่เข้าบ้านและก็คิดว่าคงจะไม่เข้าด้วย  ปัญหาคือค่ายไม่ยกเลิกและรถมอเตอร์ไซด์ไม่สามารถวิ่งได้แล้ว  จึงให้รถโรงเรียนมารับ แต่รถก็เข้ายากบังเอิญมีรถกระบะตอนเดี่ยวแต่เสริมหลังคาดูแล้วอายุการใช้งานก็คงจะนานมากน้องบอกว่าเป็นรถคนขายไก่ย่างของสามีภรรยาในหมู่บ้านเลยขอติดรถเขาออกมาด้วย  คุณลุงบอกว่าจะต้องรีบเอารถออกจากหมู่บ้านเพราะถ้านานกว่านี้รถจะออกไมได้  พอขับรถออกจากหมู่บ้านก็พบกับน้ำที่ท่วมสูงถึงหน้ารถและร้านค้าที่กำลังเก็บกวาดบางร้านก็กั้นกระสอบทรายไว้แล้ว  คุณลุงเอารถไปจอดไว้ที่ปั๊มน้ำมันซึ่งมีพื้นที่สูงพอสมควรมองไปรอบรอบมีรถมอเตอร์ไซด์จอดอยู่เต็มลานคิดว่าน่าจะเป็นรถที่เจ้าของมาจอดไว้เพื่อให้พ้นจากน้ำแล้วก็ยืนรอรถโรงเรียนมารับ  เส้นทางที่ผ่านคือโรงเรียนพิมายวิทยาที่กลายเป็นโรงเรียนใต้น้ำแล้วเพราะโรงเรียนอยู่ติดกับลำมูลเลยแถมไม่มีรั้วกันทำให้น้ำเข้ามาได้อย่างสบาย (เห็นแล้วนึกถึงจักราชวิทยาถึงจะไม่ติดแม่น้ำแต่ก็น้ำท่วมอยู่ตลอดตลอด)  แต่สุริยาอุทัยอยู่บนพื้นที่สูงมากจึงไม่มีโอกาศได้เห็นน้ำท่วมเลยและเป็นเพียงจุดเดียวในพิมายที่น้ำไม่ท่วมโชคดีจริงจริง  การเข้าค่ายก็เป็นไปด้วยดีจนเข้าสู่วันที่  21  เริ่มเกิดปัญหาเพราะว่าไม่มีอาหารขายและคนที่ทำอาหารไม่สามารถมาทำอาหารได้เพราะบ้านน้ำท่วมสูงมาก  ของในตลาดหรือแม้แต่ซุปเปอร์มาเก็ตก็ไม่มีเหลือเพราะว่าคนพากันกว้านซื้ออาหารเพื่อกักตุนแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็หมดเกลี้งไม่มีอาหารให้เด็กที่มาเข้าค่าย ถึงแม้ว่าที่โรงเรียนน้ำจะท่วมไม่ถึงแต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงตัดสินใจสั่งปิดค่ายก่อนกำหนด  ในวันที่  22  ตอนนั้นคิดว่ายังไงเราก็ต้องรีบออกจากพิมายให้เร็วที่สุดก่อนที่จะวิกฤตไปมากกว่านี้  จึงคิดว่าจะกลับจักราชวันนี้เลยเพราะถ้าช้าสะพานข้ามน้ำตรงวังหินอาจจะขาดก่อนและโรงเรียนก็จะเปิดวันที่  25  นี้ด้วย  (กลัวจจะออกจากพิมายไม่ได้)  จึงกลับมาพร้อมกับพี่นางแต่ต้องนั่งรถที่เทศบาลจัดไว้ก็มี รถสิบล้อ  รถหกล้อ  รถที่ใช้ขนรถแม็คโคร  แล้วก็รถทหาร  พาไปส่งที่แยกวังหินแล้วแฟนพี่นางจะมารอรับที่นั่น  รถอย่างอื่นคงไม่ปลอดภัย  ตอนเดินออกจากโรงเรียนผ่านหอนาฬิกาจะเป็นศูนย์ช่วยเหลือมีถุงยังชีพกองอยู่เต็มไปหมด ที่ตื่นเต้นคือมีนักข่าวเกือบทุกช่อง  ถุงยังชีพเป็นถุงสีขาวมีตราของช่อง  3  ติดอยู่อยากได้อยู่นะแต่พอไปขอแล้วเขาไม่ให้บอกว่าอยู่นอกเขตเทศบาล  จริงจริงอยากได้ถุงเขานะจะขอแต่ถุงก็ยังไงอยู่  รู้สึกเกรงใจ (อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก)  พอผ่านศูนย์ช่วยเหลือไปที่หน้าหอนาฬิกา (ถ้าใครเคยไปพิมายคงนึกภาพออก) เพื่อรอรถที่จะพาเราไปส่ง  พอมาถึงก็รู้สึกได้ถึงความชุลมุนของผู้คนที่เดือดร้อน  แต่ในเวลาเดียวกันก็ได้เห็นถึงน้ำใจที่คนไทยมีให้กัน  สังเกตุจากรถที่เข้ามาช่วยเหลือจะมีป้ายผ้าเขียนติดไว้   รถหกล้อมาจากโรงเรียนเทศบาลเมืองนครราชสีมา   รถโฟวิวจากช่อง 3  รถจากโรงเรียนพาณิชย์ชุมพวง  และอีกหลายที่ที่อยู่ไกลก็มาช่วยกันจึงทำให้คนในพื้นที่รู้สึกได้ว่ามีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น  และก็มาถึงคิวที่เราต้องโดยสารรถกันแล้ว  รถที่ขึ้นนั้นเป็นรถที่ใช้ขนรถแม็คโคร (ไม่รู้เรียกรถอะไร)  ได้ยืนจับคานด้านหน้าต่อจากหัวรถทำให้มองเห็นทัศนียภาพรอบด้านชัดเจนเลย   ในขณะที่รถวิ่งออกจากตัวเมืองพิมายในใจตื่นเต้นมากมาก + กลัวด้วยเพราะว่าเริ่มจะเห็นความรุนแรงของน้ำขึ้นทุกทียิ่งออกห่างจากตัวพิมายมากก็ยิ่งเห็นความเสียหายมาก ตลอดเส้นทางจะมีน้ำที่ไหลเชี่ยว ไหลข้ามจากถนนฟากหนึ่งมาอีกฟากหนึ่งจนมองไม่เห็นพื้นถนน ถ้าเป็นสะพานน้ำก็จะรุนแรงมากกว่าบนถนนที่ตอนนี้กลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่มีระยะทางประมาณ  5  กิโลเมตรได้ (ไม่รู้นะเดาเอาเพราะรู้สึกว่ามันไกลมาก)  เวลาจะข้ามสะพานทีรถก็ต้องวิ่งช้ามากเพราะกลัวว่าสะพานจะยุบ  บางครั้งก็มีหยุดบ้างเพื่อดูให้แน่ใจ  แล้วก็เวลามีรถสวนทางมา  สังเกตุจากทุกคนที่โดยสารมาพร้อมกันนั้นต่างก็ตกตลึงกับปริมาณน้ำที่มากมายมหาศาลเหมือนกับว่าประเทศไทยจะไม่แล้ง  และความรุนแรงของน้ำที่ไหลอยู่เหมือนจะไม่มีวันหมด  ตลอดการเดินทางก็ทำให้ทุกคนเกิดอาการประหม่า  และกลัวน้ำจะพัดเอารถตกถนนไหลตามน้ำไป  แต่สุดท้ายรถก็มาส่งเราถึงวังหินได้อย่างปลอดภัย  พอมองกลับไปตามเส้นที่ทางที่เราผ่านมาก็รู้ว่าโล่งใจมากที่เราผ่านจุดนั้นมาได้  ไม่ต่างอะไรกับทุกคนที่มาด้วยกัน  ในขณะที่ลงจากรถมีคุณยายสองคนร้องบอกกันเองว่า " ไปยาย...ปลอดภัยแล้ว "  สังเกตุจากท่ายืนของคุณยายแกคงจะนั่งตัวไม่กระดิกเลยตั้งแต่ขึ้นรถมาเลยช่วยพาแกลงจากรถและคำพูดที่ได้ยินมากที่สุดก็คือ  " โอ้ย...ขอบคุณหลายหลายเด้อ " แล้วก็ " ขอให้เจริญเจริญเด้อ " งานนี้ทั้งเจ้าหน้าที่  คนขับรถ  คงจะปลื้มใจสุดสุดไปเลย เสร็จแล้วก็นั่งรถกระบะแฟนพี่นางกลับมาถึงจักราชอย่างปลอดภัย  แล้วก็มาเล่าเรื่องราวประสบการณ์จริงให้กับทุกคนได้อ่าน แหม...ก็เคยเห็นแต่ในทีวีไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้อยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ด้วย  แต่ก็อยากจะฝากว่าไม่ว่าเราจะเจอกับเหตุการณ์แบบไหนหากว่าเรามี " สติ " เราก็จะสามารถวางแผนและผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้อย่างแน่นอน.....