น้ำท่วมโคราชประสบการณ์นาทีวิกฤต
ภัยน้ำท่วมกับประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ปกติอยู่แล้วเพราะเกิดขึ้นทุกปีและคงจะไม่มีวิธีแก้ไขที่ดีไปกว่าการยอมรับการสูญเสียต่างๆ เพราะภัยธรรมชาติไม่สามารถที่จะคาดเดา และหยุดยั้งได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพวกเราต่างก็ช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ ภาพบรรยากาศต่างๆ ตัวเราเองเคยเห็นแต่ในข่าวทีวี หรือฟังจากคำบอกเล่า จนเมื่อวันศุกร์ ที่ 22 ตุลาคม 2553 ได้สัมผัสด้วยตัวเอง จริงจริงแล้วเราอยู่ที่อำเภอจักราช แต่ต้องมาเป็นวิทยากรการเข้าค่ายอบรมนาฏศิลป์ ที่โรงเรียนสุริยาอุทัย อำเภอพิมาย ในช่วงวันที่ 19-23 ตุลาคม 2553 จึงตั้งใจจะเดินทางก่อนวันอบรมในวันที่ 18 ตอนเช้า และจะขึ้นรถประจำทางไปเอง แต่น้องที่อยู่พิมายบอกว่ารถเมย์มันไม่วิ่งเพราะตอนนี้น้ำท่วมถึงปั๊มน้ำมันโนนคอยแล้วและในโคราชด้วยเขาห้ามรถผ่าน ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมากเพราะตรงนั้นก็ท่วมอยู่ทุกปีเพราะว่ามันอยู่ติดกับลำจักราช และก็เป็นพื้นที่ต่ำ ก่อนหน้านี้สามสี่วันที่ผ่านมาฝนตกหนักมากแล้วก็ตกทั้งวี่ทั้งวัน เราเองมานอนค้างที่โรงเรียนเลยเพราะตั้งใจจะทำ blog นี้ให้เสร็จก่อนถึงวันอบรมและพอดีกับฝนก็ตกก็เลยนอนค้าง น้ำก็ซึมเข้าห้องเหมือนเคยเป็นเรื่องปกติ จึงตัดสินใจให้คุณเอกวัฒน์มารับที่บ้าน แล้วก็ต้องขับรถอ้อมไปหินดาดจึงจะไปได้ เพราะทางที่ใกล้ๆ ก็โดนน้ำท่วมหมดแล้ว ตอนนั่งรถไปก็ตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะว่าตลอดเส้นทางไอ้เอกวัฒน์มันเล่าแต่เรื่องน้ำให้ฟังบวกกับว่าตามเส้นทางตั้งแต่หินโคนไปก็มีสะพานข้ามทางน้ำประมาณสามสี่สะพาน แต่ละสะพานน้ำก็ไหลแรงมากก็เลยหวั่นไหว แต่ก็เดินทางมาถึงพิมายโดยปลอดภัย พอมาถึงพิมายก็ได้ยินชาวบ้านพูดกันเรื่องน้ำท่วมอีกตอนนั้นคิดว่าคงไม่เป็นไรเพราะบ้านเอื้ออาทร ในเขตพิมายเมืองใหม่ไม่น่าจะมีผลกระทบ ตอนเย็นดูข่าวในทีวี มีแต่เรื่องน้ำท่วมและที่สำคัญจังหวัดที่ท่วมหนักก็คือนครราชสีมา และข่าวนายกฯ มาเยี่ยม ถึงกับต้องขึ้นรถทหารเพราะในเมืองน้ำท่วมสูง เดือดร้อนมากทั้งโรงพยาบาลมหาราช และโรงพยาบาลจิตเวช รวมถึงบ้านพี่กี้ที่เปิดร้านขายจิ้มจุ่มอยู่แถวนั้นด้วย (เห็นในภาพข่าวด้วย) แต่ที่หนักสุดเห็นจะเป็นอำเภอปักธงชัยเพราะใกล้เขื่อนลำพระเพลิง (จากภาพข่าวน้ำในเขื่อนน่ากลัวมากมากเลยเหมือนจะแตก) จนเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ก็ได้ยินชาวบ้านในหมู่บ้านพากันออกมาส่งเสียงเอะอะ น้องเลยออกไปดูปรากฏว่าน้ำเริ่มไหลซึมขึ้นมาตามท่อน้ำในหมู่บ้าน และตอนนี้ในเขตเทศบาลหรือในเมืองพิมายเทศบาลก็ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมเก็บข้าวของเพราะน้ำกำลังจะมามากและจะขึ้นสูงตั้งแต่คืนนี้ เอาแล้วไงเริ่มตื่นเต้นแล้วแต่ก็นอนหลับ จนเช้าวันที่ 19 เตรียมตัวจะไปโรงเรียนแต่โทรศัพท์จากผู้ปกครองที่โทรมาหาน้องไม่ขาดสายเพื่อถามว่าน้ำท่วมโรงเรียนหรือเปล่าไม่ไปเข้าค่ายได้ไหม ในใจคิดว่าคงจะยกเลิกค่ายในครั้งนี้แน่เพราะว่าตอนนี้น้ำเริ่มขึ้นมาครึ่งน่องแล้วแต่โชคดีที่พื้นบ้านสูงน้ำจึงยังไม่เข้าบ้านและก็คิดว่าคงจะไม่เข้าด้วย ปัญหาคือค่ายไม่ยกเลิกและรถมอเตอร์ไซด์ไม่สามารถวิ่งได้แล้ว จึงให้รถโรงเรียนมารับ แต่รถก็เข้ายากบังเอิญมีรถกระบะตอนเดี่ยวแต่เสริมหลังคาดูแล้วอายุการใช้งานก็คงจะนานมากน้องบอกว่าเป็นรถคนขายไก่ย่างของสามีภรรยาในหมู่บ้านเลยขอติดรถเขาออกมาด้วย คุณลุงบอกว่าจะต้องรีบเอารถออกจากหมู่บ้านเพราะถ้านานกว่านี้รถจะออกไมได้ พอขับรถออกจากหมู่บ้านก็พบกับน้ำที่ท่วมสูงถึงหน้ารถและร้านค้าที่กำลังเก็บกวาดบางร้านก็กั้นกระสอบทรายไว้แล้ว คุณลุงเอารถไปจอดไว้ที่ปั๊มน้ำมันซึ่งมีพื้นที่สูงพอสมควรมองไปรอบรอบมีรถมอเตอร์ไซด์จอดอยู่เต็มลานคิดว่าน่าจะเป็นรถที่เจ้าของมาจอดไว้เพื่อให้พ้นจากน้ำแล้วก็ยืนรอรถโรงเรียนมารับ เส้นทางที่ผ่านคือโรงเรียนพิมายวิทยาที่กลายเป็นโรงเรียนใต้น้ำแล้วเพราะโรงเรียนอยู่ติดกับลำมูลเลยแถมไม่มีรั้วกันทำให้น้ำเข้ามาได้อย่างสบาย (เห็นแล้วนึกถึงจักราชวิทยาถึงจะไม่ติดแม่น้ำแต่ก็น้ำท่วมอยู่ตลอดตลอด) แต่สุริยาอุทัยอยู่บนพื้นที่สูงมากจึงไม่มีโอกาศได้เห็นน้ำท่วมเลยและเป็นเพียงจุดเดียวในพิมายที่น้ำไม่ท่วมโชคดีจริงจริง การเข้าค่ายก็เป็นไปด้วยดีจนเข้าสู่วันที่ 21 เริ่มเกิดปัญหาเพราะว่าไม่มีอาหารขายและคนที่ทำอาหารไม่สามารถมาทำอาหารได้เพราะบ้านน้ำท่วมสูงมาก ของในตลาดหรือแม้แต่ซุปเปอร์มาเก็ตก็ไม่มีเหลือเพราะว่าคนพากันกว้านซื้ออาหารเพื่อกักตุนแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็หมดเกลี้งไม่มีอาหารให้เด็กที่มาเข้าค่าย ถึงแม้ว่าที่โรงเรียนน้ำจะท่วมไม่ถึงแต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงตัดสินใจสั่งปิดค่ายก่อนกำหนด ในวันที่ 22 ตอนนั้นคิดว่ายังไงเราก็ต้องรีบออกจากพิมายให้เร็วที่สุดก่อนที่จะวิกฤตไปมากกว่านี้ จึงคิดว่าจะกลับจักราชวันนี้เลยเพราะถ้าช้าสะพานข้ามน้ำตรงวังหินอาจจะขาดก่อนและโรงเรียนก็จะเปิดวันที่ 25 นี้ด้วย (กลัวจจะออกจากพิมายไม่ได้) จึงกลับมาพร้อมกับพี่นางแต่ต้องนั่งรถที่เทศบาลจัดไว้ก็มี รถสิบล้อ รถหกล้อ รถที่ใช้ขนรถแม็คโคร แล้วก็รถทหาร พาไปส่งที่แยกวังหินแล้วแฟนพี่นางจะมารอรับที่นั่น รถอย่างอื่นคงไม่ปลอดภัย ตอนเดินออกจากโรงเรียนผ่านหอนาฬิกาจะเป็นศูนย์ช่วยเหลือมีถุงยังชีพกองอยู่เต็มไปหมด ที่ตื่นเต้นคือมีนักข่าวเกือบทุกช่อง ถุงยังชีพเป็นถุงสีขาวมีตราของช่อง 3 ติดอยู่อยากได้อยู่นะแต่พอไปขอแล้วเขาไม่ให้บอกว่าอยู่นอกเขตเทศบาล จริงจริงอยากได้ถุงเขานะจะขอแต่ถุงก็ยังไงอยู่ รู้สึกเกรงใจ (อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก) พอผ่านศูนย์ช่วยเหลือไปที่หน้าหอนาฬิกา (ถ้าใครเคยไปพิมายคงนึกภาพออก) เพื่อรอรถที่จะพาเราไปส่ง พอมาถึงก็รู้สึกได้ถึงความชุลมุนของผู้คนที่เดือดร้อน แต่ในเวลาเดียวกันก็ได้เห็นถึงน้ำใจที่คนไทยมีให้กัน สังเกตุจากรถที่เข้ามาช่วยเหลือจะมีป้ายผ้าเขียนติดไว้ รถหกล้อมาจากโรงเรียนเทศบาลเมืองนครราชสีมา รถโฟวิวจากช่อง 3 รถจากโรงเรียนพาณิชย์ชุมพวง และอีกหลายที่ที่อยู่ไกลก็มาช่วยกันจึงทำให้คนในพื้นที่รู้สึกได้ว่ามีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น และก็มาถึงคิวที่เราต้องโดยสารรถกันแล้ว รถที่ขึ้นนั้นเป็นรถที่ใช้ขนรถแม็คโคร (ไม่รู้เรียกรถอะไร) ได้ยืนจับคานด้านหน้าต่อจากหัวรถทำให้มองเห็นทัศนียภาพรอบด้านชัดเจนเลย ในขณะที่รถวิ่งออกจากตัวเมืองพิมายในใจตื่นเต้นมากมาก + กลัวด้วยเพราะว่าเริ่มจะเห็นความรุนแรงของน้ำขึ้นทุกทียิ่งออกห่างจากตัวพิมายมากก็ยิ่งเห็นความเสียหายมาก ตลอดเส้นทางจะมีน้ำที่ไหลเชี่ยว ไหลข้ามจากถนนฟากหนึ่งมาอีกฟากหนึ่งจนมองไม่เห็นพื้นถนน ถ้าเป็นสะพานน้ำก็จะรุนแรงมากกว่าบนถนนที่ตอนนี้กลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรได้ (ไม่รู้นะเดาเอาเพราะรู้สึกว่ามันไกลมาก) เวลาจะข้ามสะพานทีรถก็ต้องวิ่งช้ามากเพราะกลัวว่าสะพานจะยุบ บางครั้งก็มีหยุดบ้างเพื่อดูให้แน่ใจ แล้วก็เวลามีรถสวนทางมา สังเกตุจากทุกคนที่โดยสารมาพร้อมกันนั้นต่างก็ตกตลึงกับปริมาณน้ำที่มากมายมหาศาลเหมือนกับว่าประเทศไทยจะไม่แล้ง และความรุนแรงของน้ำที่ไหลอยู่เหมือนจะไม่มีวันหมด ตลอดการเดินทางก็ทำให้ทุกคนเกิดอาการประหม่า และกลัวน้ำจะพัดเอารถตกถนนไหลตามน้ำไป แต่สุดท้ายรถก็มาส่งเราถึงวังหินได้อย่างปลอดภัย พอมองกลับไปตามเส้นที่ทางที่เราผ่านมาก็รู้ว่าโล่งใจมากที่เราผ่านจุดนั้นมาได้ ไม่ต่างอะไรกับทุกคนที่มาด้วยกัน ในขณะที่ลงจากรถมีคุณยายสองคนร้องบอกกันเองว่า " ไปยาย...ปลอดภัยแล้ว " สังเกตุจากท่ายืนของคุณยายแกคงจะนั่งตัวไม่กระดิกเลยตั้งแต่ขึ้นรถมาเลยช่วยพาแกลงจากรถและคำพูดที่ได้ยินมากที่สุดก็คือ " โอ้ย...ขอบคุณหลายหลายเด้อ " แล้วก็ " ขอให้เจริญเจริญเด้อ " งานนี้ทั้งเจ้าหน้าที่ คนขับรถ คงจะปลื้มใจสุดสุดไปเลย เสร็จแล้วก็นั่งรถกระบะแฟนพี่นางกลับมาถึงจักราชอย่างปลอดภัย แล้วก็มาเล่าเรื่องราวประสบการณ์จริงให้กับทุกคนได้อ่าน แหม...ก็เคยเห็นแต่ในทีวีไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้อยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ด้วย แต่ก็อยากจะฝากว่าไม่ว่าเราจะเจอกับเหตุการณ์แบบไหนหากว่าเรามี " สติ " เราก็จะสามารถวางแผนและผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้อย่างแน่นอน.....