น้ำท่วมโคราชประสบการณ์นาทีวิกฤต
ภัยน้ำท่วมกับประเทศไทยถือเป็นเรื่องที่ปกติอยู่แล้วเพราะเกิดขึ้นทุกปีและคงจะไม่มีวิธีแก้ไขที่ดีไปกว่าการยอมรับการสูญเสียต่างๆ เพราะภัยธรรมชาติไม่สามารถที่จะคาดเดา และหยุดยั้งได้โดยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วพวกเราต่างก็ช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ ภาพบรรยากาศต่างๆ ตัวเราเองเคยเห็นแต่ในข่าวทีวี หรือฟังจากคำบอกเล่า จนเมื่อวันศุกร์ ที่ 22 ตุลาคม 2553 ได้สัมผัสด้วยตัวเอง จริงจริงแล้วเราอยู่ที่อำเภอจักราช แต่ต้องมาเป็นวิทยากรการเข้าค่ายอบรมนาฏศิลป์ ที่โรงเรียนสุริยาอุทัย อำเภอพิมาย ในช่วงวันที่ 19-23 ตุลาคม 2553 จึงตั้งใจจะเดินทางก่อนวันอบรมในวันที่ 18 ตอนเช้า และจะขึ้นรถประจำทางไปเอง แต่น้องที่อยู่พิมายบอกว่ารถเมย์มันไม่วิ่งเพราะตอนนี้น้ำท่วมถึงปั๊มน้ำมันโนนคอยแล้วและในโคราชด้วยเขาห้ามรถผ่าน ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรมากเพราะตรงนั้นก็ท่วมอยู่ทุกปีเพราะว่ามันอยู่ติดกับลำจักราช และก็เป็นพื้นที่ต่ำ ก่อนหน้านี้สามสี่วันที่ผ่านมาฝนตกหนักมากแล้วก็ตกทั้งวี่ทั้งวัน เราเองมานอนค้างที่โรงเรียนเลยเพราะตั้งใจจะทำ blog นี้ให้เสร็จก่อนถึงวันอบรมและพอดีกับฝนก็ตกก็เลยนอนค้าง น้ำก็ซึมเข้าห้องเหมือนเคยเป็นเรื่องปกติ จึงตัดสินใจให้คุณเอกวัฒน์มารับที่บ้าน แล้วก็ต้องขับรถอ้อมไปหินดาดจึงจะไปได้ เพราะทางที่ใกล้ๆ ก็โดนน้ำท่วมหมดแล้ว ตอนนั่งรถไปก็ตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะว่าตลอดเส้นทางไอ้เอกวัฒน์มันเล่าแต่เรื่องน้ำให้ฟังบวกกับว่าตามเส้นทางตั้งแต่หินโคนไปก็มีสะพานข้ามทางน้ำประมาณสามสี่สะพาน แต่ละสะพานน้ำก็ไหลแรงมากก็เลยหวั่นไหว แต่ก็เดินทางมาถึงพิมายโดยปลอดภัย พอมาถึงพิมายก็ได้ยินชาวบ้านพูดกันเรื่องน้ำท่วมอีกตอนนั้นคิดว่าคงไม่เป็นไรเพราะบ้านเอื้ออาทร ในเขตพิมายเมืองใหม่ไม่น่าจะมีผลกระทบ ตอนเย็นดูข่าวในทีวี มีแต่เรื่องน้ำท่วมและที่สำคัญจังหวัดที่ท่วมหนักก็คือนครราชสีมา และข่าวนายกฯ มาเยี่ยม ถึงกับต้องขึ้นรถทหารเพราะในเมืองน้ำท่วมสูง เดือดร้อนมากทั้งโรงพยาบาลมหาราช และโรงพยาบาลจิตเวช รวมถึงบ้านพี่กี้ที่เปิดร้านขายจิ้มจุ่มอยู่แถวนั้นด้วย (เห็นในภาพข่าวด้วย) แต่ที่หนักสุดเห็นจะเป็นอำเภอปักธงชัยเพราะใกล้เขื่อนลำพระเพลิง (จากภาพข่าวน้ำในเขื่อนน่ากลัวมากมากเลยเหมือนจะแตก) จนเวลาประมาณ 3 ทุ่ม ก็ได้ยินชาวบ้านในหมู่บ้านพากันออกมาส่งเสียงเอะอะ น้องเลยออกไปดูปรากฏว่าน้ำเริ่มไหลซึมขึ้นมาตามท่อน้ำในหมู่บ้าน และตอนนี้ในเขตเทศบาลหรือในเมืองพิมายเทศบาลก็ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนเตรียมเก็บข้าวของเพราะน้ำกำลังจะมามากและจะขึ้นสูงตั้งแต่คืนนี้ เอาแล้วไงเริ่มตื่นเต้นแล้วแต่ก็นอนหลับ จนเช้าวันที่ 19 เตรียมตัวจะไปโรงเรียนแต่โทรศัพท์จากผู้ปกครองที่โทรมาหาน้องไม่ขาดสายเพื่อถามว่าน้ำท่วมโรงเรียนหรือเปล่าไม่ไปเข้าค่ายได้ไหม ในใจคิดว่าคงจะยกเลิกค่ายในครั้งนี้แน่เพราะว่าตอนนี้น้ำเริ่มขึ้นมาครึ่งน่องแล้วแต่โชคดีที่พื้นบ้านสูงน้ำจึงยังไม่เข้าบ้านและก็คิดว่าคงจะไม่เข้าด้วย ปัญหาคือค่ายไม่ยกเลิกและรถมอเตอร์ไซด์ไม่สามารถวิ่งได้แล้ว จึงให้รถโรงเรียนมารับ แต่รถก็เข้ายากบังเอิญมีรถกระบะตอนเดี่ยวแต่เสริมหลังคาดูแล้วอายุการใช้งานก็คงจะนานมากน้องบอกว่าเป็นรถคนขายไก่ย่างของสามีภรรยาในหมู่บ้านเลยขอติดรถเขาออกมาด้วย คุณลุงบอกว่าจะต้องรีบเอารถออกจากหมู่บ้านเพราะถ้านานกว่านี้รถจะออกไมได้ พอขับรถออกจากหมู่บ้านก็พบกับน้ำที่ท่วมสูงถึงหน้ารถและร้านค้าที่กำลังเก็บกวาดบางร้านก็กั้นกระสอบทรายไว้แล้ว คุณลุงเอารถไปจอดไว้ที่ปั๊มน้ำมันซึ่งมีพื้นที่สูงพอสมควรมองไปรอบรอบมีรถมอเตอร์ไซด์จอดอยู่เต็มลานคิดว่าน่าจะเป็นรถที่เจ้าของมาจอดไว้เพื่อให้พ้นจากน้ำแล้วก็ยืนรอรถโรงเรียนมารับ เส้นทางที่ผ่านคือโรงเรียนพิมายวิทยาที่กลายเป็นโรงเรียนใต้น้ำแล้วเพราะโรงเรียนอยู่ติดกับลำมูลเลยแถมไม่มีรั้วกันทำให้น้ำเข้ามาได้อย่างสบาย (เห็นแล้วนึกถึงจักราชวิทยาถึงจะไม่ติดแม่น้ำแต่ก็น้ำท่วมอยู่ตลอดตลอด) แต่สุริยาอุทัยอยู่บนพื้นที่สูงมากจึงไม่มีโอกาศได้เห็นน้ำท่วมเลยและเป็นเพียงจุดเดียวในพิมายที่น้ำไม่ท่วมโชคดีจริงจริง การเข้าค่ายก็เป็นไปด้วยดีจนเข้าสู่วันที่ 21 เริ่มเกิดปัญหาเพราะว่าไม่มีอาหารขายและคนที่ทำอาหารไม่สามารถมาทำอาหารได้เพราะบ้านน้ำท่วมสูงมาก ของในตลาดหรือแม้แต่ซุปเปอร์มาเก็ตก็ไม่มีเหลือเพราะว่าคนพากันกว้านซื้ออาหารเพื่อกักตุนแม้แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็หมดเกลี้งไม่มีอาหารให้เด็กที่มาเข้าค่าย ถึงแม้ว่าที่โรงเรียนน้ำจะท่วมไม่ถึงแต่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงตัดสินใจสั่งปิดค่ายก่อนกำหนด ในวันที่ 22 ตอนนั้นคิดว่ายังไงเราก็ต้องรีบออกจากพิมายให้เร็วที่สุดก่อนที่จะวิกฤตไปมากกว่านี้ จึงคิดว่าจะกลับจักราชวันนี้เลยเพราะถ้าช้าสะพานข้ามน้ำตรงวังหินอาจจะขาดก่อนและโรงเรียนก็จะเปิดวันที่ 25 นี้ด้วย (กลัวจจะออกจากพิมายไม่ได้) จึงกลับมาพร้อมกับพี่นางแต่ต้องนั่งรถที่เทศบาลจัดไว้ก็มี รถสิบล้อ รถหกล้อ รถที่ใช้ขนรถแม็คโคร แล้วก็รถทหาร พาไปส่งที่แยกวังหินแล้วแฟนพี่นางจะมารอรับที่นั่น รถอย่างอื่นคงไม่ปลอดภัย ตอนเดินออกจากโรงเรียนผ่านหอนาฬิกาจะเป็นศูนย์ช่วยเหลือมีถุงยังชีพกองอยู่เต็มไปหมด ที่ตื่นเต้นคือมีนักข่าวเกือบทุกช่อง ถุงยังชีพเป็นถุงสีขาวมีตราของช่อง 3 ติดอยู่อยากได้อยู่นะแต่พอไปขอแล้วเขาไม่ให้บอกว่าอยู่นอกเขตเทศบาล จริงจริงอยากได้ถุงเขานะจะขอแต่ถุงก็ยังไงอยู่ รู้สึกเกรงใจ (อยากเก็บไว้เป็นที่ระลึก) พอผ่านศูนย์ช่วยเหลือไปที่หน้าหอนาฬิกา (ถ้าใครเคยไปพิมายคงนึกภาพออก) เพื่อรอรถที่จะพาเราไปส่ง พอมาถึงก็รู้สึกได้ถึงความชุลมุนของผู้คนที่เดือดร้อน แต่ในเวลาเดียวกันก็ได้เห็นถึงน้ำใจที่คนไทยมีให้กัน สังเกตุจากรถที่เข้ามาช่วยเหลือจะมีป้ายผ้าเขียนติดไว้ รถหกล้อมาจากโรงเรียนเทศบาลเมืองนครราชสีมา รถโฟวิวจากช่อง 3 รถจากโรงเรียนพาณิชย์ชุมพวง และอีกหลายที่ที่อยู่ไกลก็มาช่วยกันจึงทำให้คนในพื้นที่รู้สึกได้ว่ามีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น และก็มาถึงคิวที่เราต้องโดยสารรถกันแล้ว รถที่ขึ้นนั้นเป็นรถที่ใช้ขนรถแม็คโคร (ไม่รู้เรียกรถอะไร) ได้ยืนจับคานด้านหน้าต่อจากหัวรถทำให้มองเห็นทัศนียภาพรอบด้านชัดเจนเลย ในขณะที่รถวิ่งออกจากตัวเมืองพิมายในใจตื่นเต้นมากมาก + กลัวด้วยเพราะว่าเริ่มจะเห็นความรุนแรงของน้ำขึ้นทุกทียิ่งออกห่างจากตัวพิมายมากก็ยิ่งเห็นความเสียหายมาก ตลอดเส้นทางจะมีน้ำที่ไหลเชี่ยว ไหลข้ามจากถนนฟากหนึ่งมาอีกฟากหนึ่งจนมองไม่เห็นพื้นถนน ถ้าเป็นสะพานน้ำก็จะรุนแรงมากกว่าบนถนนที่ตอนนี้กลายเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ ที่มีระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรได้ (ไม่รู้นะเดาเอาเพราะรู้สึกว่ามันไกลมาก) เวลาจะข้ามสะพานทีรถก็ต้องวิ่งช้ามากเพราะกลัวว่าสะพานจะยุบ บางครั้งก็มีหยุดบ้างเพื่อดูให้แน่ใจ แล้วก็เวลามีรถสวนทางมา สังเกตุจากทุกคนที่โดยสารมาพร้อมกันนั้นต่างก็ตกตลึงกับปริมาณน้ำที่มากมายมหาศาลเหมือนกับว่าประเทศไทยจะไม่แล้ง และความรุนแรงของน้ำที่ไหลอยู่เหมือนจะไม่มีวันหมด ตลอดการเดินทางก็ทำให้ทุกคนเกิดอาการประหม่า และกลัวน้ำจะพัดเอารถตกถนนไหลตามน้ำไป แต่สุดท้ายรถก็มาส่งเราถึงวังหินได้อย่างปลอดภัย พอมองกลับไปตามเส้นที่ทางที่เราผ่านมาก็รู้ว่าโล่งใจมากที่เราผ่านจุดนั้นมาได้ ไม่ต่างอะไรกับทุกคนที่มาด้วยกัน ในขณะที่ลงจากรถมีคุณยายสองคนร้องบอกกันเองว่า " ไปยาย...ปลอดภัยแล้ว " สังเกตุจากท่ายืนของคุณยายแกคงจะนั่งตัวไม่กระดิกเลยตั้งแต่ขึ้นรถมาเลยช่วยพาแกลงจากรถและคำพูดที่ได้ยินมากที่สุดก็คือ " โอ้ย...ขอบคุณหลายหลายเด้อ " แล้วก็ " ขอให้เจริญเจริญเด้อ " งานนี้ทั้งเจ้าหน้าที่ คนขับรถ คงจะปลื้มใจสุดสุดไปเลย เสร็จแล้วก็นั่งรถกระบะแฟนพี่นางกลับมาถึงจักราชอย่างปลอดภัย แล้วก็มาเล่าเรื่องราวประสบการณ์จริงให้กับทุกคนได้อ่าน แหม...ก็เคยเห็นแต่ในทีวีไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้อยู่ในเหตุการณ์แบบนี้ด้วย แต่ก็อยากจะฝากว่าไม่ว่าเราจะเจอกับเหตุการณ์แบบไหนหากว่าเรามี " สติ " เราก็จะสามารถวางแผนและผ่านสิ่งเหล่านั้นไปได้อย่างแน่นอน.....
25 ตุลาคม 2553
18 ตุลาคม 2553
ปลาหางนกยูง
ปลาหางนกยูง
ปกติเป็นคนชอบปลาอยู่แล้วไม่ว่าจะกินปลา หรือเลี้ยงปลา ชอบมากเลยไม่รู้ว่าชอบตั้งแต่ตอนไหน แล้วตอนนี้กำลังสนใจปลาตัวเล็กแต่ความสวยไม่เล็กก็คือปลาหางนกยูงนั่นเอง หลายคนอาจคิดว่ามันเป็นแค่ปลาที่ใช้เลี้ยงในอ่างตามหน้าบ้าน หรือเลี้ยงไว้กินลูกยุง สำหรับบทความเรื่องนี้จะพูดถึงเจ้าปลาหางนกยูงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้เลย ปลาหางนกยูงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poecilia reticulata Peters 1859 มีชื่อสามัญว่า Guppy อยู่ในครอบครัว Poecidae เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว (ว้าวเพิ่งรู้ว่ามันไม่มีไข่เหมือนปลาทั่วไป) และมีถิ่นกำเนิดทางทวีปอเมริกาใต้แถบเวเนซูเอลล่า หมู่เกาะคาริเบียนของประเทศบาร์บาโดสและในแถบลุ่มน้ำอเมซอน (มันมาไกลมาก) ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งจนถึงน้ำไหลเรื่อยๆ ปลาตัวผู้มีขนาด 3 -5 เซนติเมตร ตัวเมียมีขนาด 5 -7 เซนติเมตร ปลาหางนกยูงที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม (Fancy guppies) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับการคัดพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์มาจากพันธุ์พื้นเมือง ( Wild guppies) ที่พบแพร่กระจายอยู่ในธรรมชาติ ลักษณะเด่นที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ คือ ลักษณะสีและลวดลายบนลำตัวและลวดลายบนครีบหางและรูปแบบของครีบหาง ซึ่งในการเรียกสายพันธุ์ต่างๆ จะถูกตั้งชื่อตามลักษณะ ดังกล่าว
ลักษณะที่ดีของปลาหางนกยูง
ลักษณะลำตัว -> มีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ
ลักษณะครีบ -> ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ขณะว่ายน้ำพริ้วไม่พับ
สีและลวดลาย -> ถูกต้องตามสายพันธุ์ คมเข้มชัดเจน ความสมบูรณ์ของลำตัว -> ทรงตัวปกติ
(แหมอย่างเราเราก็คงได้แต่มองวามันยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าน้า...)
การเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง
ในการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง นอกเหนือจากวิธีการเพาะพันธุ์แล้ว วิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการอนุบาลลูกปลานับว่าเป็นปัจจัยที่ล้วนแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ซึ่งได้กล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ คือ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาหางนกยูง เนื่องจากปลาหางนกยูงจะเจริญถึงวัยเจริญพันธุ์ เมื่อปลามีอายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น เมื่อลูกปลาพอที่จะแยกเพศได้ (อายุประมาณ1- 1 1/2 เดือน ) ควรเลี้ยงแยกเพศไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาผสมพันธุ์กันเอง
น้ำที่ใช้เลี้ยง ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด – ด่าง (pH ) 6.5 – 7.5 มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำไม่ต่ำกว่า 5 มก.ต่อลิตร ความกระด้างของน้ำ 75- 100 มก.ต่อลิตร ความเป็นด่าง 100 – 200 มก.ต่อลิตร และอุณหภูมิน้ำ 25 –29 ? C ควรมีน้ำไหลหมุนเวียนตลอดเวลา











ปกติเป็นคนชอบปลาอยู่แล้วไม่ว่าจะกินปลา หรือเลี้ยงปลา ชอบมากเลยไม่รู้ว่าชอบตั้งแต่ตอนไหน แล้วตอนนี้กำลังสนใจปลาตัวเล็กแต่ความสวยไม่เล็กก็คือปลาหางนกยูงนั่นเอง หลายคนอาจคิดว่ามันเป็นแค่ปลาที่ใช้เลี้ยงในอ่างตามหน้าบ้าน หรือเลี้ยงไว้กินลูกยุง สำหรับบทความเรื่องนี้จะพูดถึงเจ้าปลาหางนกยูงที่หลายคนอาจไม่เคยรู้เลย ปลาหางนกยูงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Poecilia reticulata Peters 1859 มีชื่อสามัญว่า Guppy อยู่ในครอบครัว Poecidae เป็นปลาที่ออกลูกเป็นตัว (ว้าวเพิ่งรู้ว่ามันไม่มีไข่เหมือนปลาทั่วไป) และมีถิ่นกำเนิดทางทวีปอเมริกาใต้แถบเวเนซูเอลล่า หมู่เกาะคาริเบียนของประเทศบาร์บาโดสและในแถบลุ่มน้ำอเมซอน (มันมาไกลมาก) ในธรรมชาติอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งจนถึงน้ำไหลเรื่อยๆ ปลาตัวผู้มีขนาด 3 -5 เซนติเมตร ตัวเมียมีขนาด 5 -7 เซนติเมตร ปลาหางนกยูงที่นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม (Fancy guppies) ซึ่งเป็นปลาที่ได้รับการคัดพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์มาจากพันธุ์พื้นเมือง ( Wild guppies) ที่พบแพร่กระจายอยู่ในธรรมชาติ ลักษณะเด่นที่ใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ คือ ลักษณะสีและลวดลายบนลำตัวและลวดลายบนครีบหางและรูปแบบของครีบหาง ซึ่งในการเรียกสายพันธุ์ต่างๆ จะถูกตั้งชื่อตามลักษณะ ดังกล่าว
ลักษณะที่ดีของปลาหางนกยูง
ลักษณะลำตัว -> มีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ
ลักษณะครีบ -> ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด ขณะว่ายน้ำพริ้วไม่พับ
สีและลวดลาย -> ถูกต้องตามสายพันธุ์ คมเข้มชัดเจน ความสมบูรณ์ของลำตัว -> ทรงตัวปกติ
(แหมอย่างเราเราก็คงได้แต่มองวามันยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่าน้า...)
การเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง
ในการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูง นอกเหนือจากวิธีการเพาะพันธุ์แล้ว วิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการอนุบาลลูกปลานับว่าเป็นปัจจัยที่ล้วนแต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ซึ่งได้กล่าวถึงปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวต่อไปนี้ คือ การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาหางนกยูง เนื่องจากปลาหางนกยูงจะเจริญถึงวัยเจริญพันธุ์ เมื่อปลามีอายุเพียง 3 เดือนเท่านั้น เมื่อลูกปลาพอที่จะแยกเพศได้ (อายุประมาณ1- 1 1/2 เดือน ) ควรเลี้ยงแยกเพศไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาผสมพันธุ์กันเอง
น้ำที่ใช้เลี้ยง ควรเป็นน้ำสะอาดปราศจากคลอรีน มีความเป็นกรด – ด่าง (pH ) 6.5 – 7.5 มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำไม่ต่ำกว่า 5 มก.ต่อลิตร ความกระด้างของน้ำ 75- 100 มก.ต่อลิตร ความเป็นด่าง 100 – 200 มก.ต่อลิตร และอุณหภูมิน้ำ 25 –29 ? C ควรมีน้ำไหลหมุนเวียนตลอดเวลา
อาหารที่ใช้เลี้ยง ปลาหางนกยูงสามารถกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์ (Omnivorous) ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์จึงสามารถให้อาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็กเช่น ลูกน้ำ ไรแดง (Moina) ไรสีน้ำตาล (Artemaia) หรือหนอนแดง(Chironomus) หรืออาจจะเลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูป ที่มีปริมาณโปรตีนไม่ต่ำกว่า 40% อาหารสดก่อนให้ทุกครั้งควรฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับอาหาร โดยควรแช่อาหารในด่างทับทิมเข้มข้น 500 - 1,000 ส่วนในล้านส่วน (0.5 - 1.0 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ) เป็นเวลาประมาณ 10 –20 วินาที ปริมาณอาหารสด ควรให้ 10% ของน้ำหนักตัวหรือให้กินแต่พออิ่ม ส่วนอาหารแห้ง ควรให้วันละ 2 - 4 % ของน้ำหนักตัวปลาโดยให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ในตอนเช้าและตอนเย็น ส่วนการถ่ายเทน้ำควรจะทำทุกวัน โดยดูดน้ำในตู้ออกวันละประมาณ ? ของปริมาณน้ำในตู้ แล้วเติมน้ำให้เท่าระดับเท่าเดิม
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
การคัดเลือกปลาเพศผู้และเพศเมียเพื่อทำการผสม ควรเลือกปลาที่มีอายุ 3 เดือนขึ้นไป มีลักษณะลำตัวมีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ โคนหางใหญ่ แข็งแรงครีบสมบูรณ์ ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด รูปร่างได้สัดส่วน แข็งแรง ว่ายน้ำปราดเปรียว มีสีและลวดลายสวยงาม เพศผู้จะมีลักษณะต่างจากเพศเมียตรงที่อวัยวะในการสืบพันธุ์เรียกว่า gonopodium ซึ่งดัดแปลงมาจากครีบก้น ปลาเพศผู้และเพศเมีย ควรมีลักษณะสีและลวดลายที่เหมือนกันหรือคล้ายกันมากที่สุด เพื่อให้ได้ลูกปลาที่ลักษณะไม่แปรปรวนมากในการผสมพันธุ์ หากจำเป็นต้องเก็บลูกปลาที่เพาะไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในครั้งต่อไป ควรหาพ่อแม่ปลาจากแหล่งอื่นมาผสมบ้าง เพื่อป้องกันการผสมเลือดชิด (Inbreeding) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกปลารุ่นต่อๆ ไป มีความอ่อนแอและมีอัตราการรอดต่ำ อ่านแล้วเป็นยังไงกันบ้าง มันดูยากใช่ไหมแต่เราไม่ต้องคิดขานดนั้หรอกคะเพราะว่าแค่เราเอามันมาเลี้ยงแล้วก้ดูแลมันให้ดีก็พอแล้ว ลองมาดูกันเลยว่าตัวไหนสวยที่สุด
การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์
การคัดเลือกปลาเพศผู้และเพศเมียเพื่อทำการผสม ควรเลือกปลาที่มีอายุ 3 เดือนขึ้นไป มีลักษณะลำตัวมีขนาดใหญ่ หนาสมส่วน ไม่คดงอ โคนหางใหญ่ แข็งแรงครีบสมบูรณ์ ครีบหางใหญ่ พริ้วหนา แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ฉีกขาด รูปร่างได้สัดส่วน แข็งแรง ว่ายน้ำปราดเปรียว มีสีและลวดลายสวยงาม เพศผู้จะมีลักษณะต่างจากเพศเมียตรงที่อวัยวะในการสืบพันธุ์เรียกว่า gonopodium ซึ่งดัดแปลงมาจากครีบก้น ปลาเพศผู้และเพศเมีย ควรมีลักษณะสีและลวดลายที่เหมือนกันหรือคล้ายกันมากที่สุด เพื่อให้ได้ลูกปลาที่ลักษณะไม่แปรปรวนมากในการผสมพันธุ์ หากจำเป็นต้องเก็บลูกปลาที่เพาะไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในครั้งต่อไป ควรหาพ่อแม่ปลาจากแหล่งอื่นมาผสมบ้าง เพื่อป้องกันการผสมเลือดชิด (Inbreeding) ซึ่งเป็นสาเหตุให้ลูกปลารุ่นต่อๆ ไป มีความอ่อนแอและมีอัตราการรอดต่ำ อ่านแล้วเป็นยังไงกันบ้าง มันดูยากใช่ไหมแต่เราไม่ต้องคิดขานดนั้หรอกคะเพราะว่าแค่เราเอามันมาเลี้ยงแล้วก้ดูแลมันให้ดีก็พอแล้ว ลองมาดูกันเลยว่าตัวไหนสวยที่สุด











17 ตุลาคม 2553
กิจกรรมงานสืบสานงานศิลป์
กิจกรรมงานสืบสานงานศิลป์ ประจำปี 2553
งานสืบสานงานศิลป์ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโรงเรียนจักราชวิทยา จัดขึ้นโดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ซึ่งจุดประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้คือเพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของครูผู้สอนในกลุ่มสาระฯ และผลงานนักเรียนที่เป็นผลผลิตจากกลุ่มสาระฯ ทั้งยังต้องการเผยแพร่ให้นักเรียนที่มีความสนใจในด้านศิลปะได้เข้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิด การจัดงานในครั้งนี้ประกอบไปด้วยนิทรรศการของแต่ละสาระ ได้แก่ สาระทัศนศิลป์ สาระดนตรี และสาระนาฏศิลป์ การแสดงจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง การแสดงจากวงดนตรีในสังกัด JV BAND ทั้งวงโยธวาทิต และวงดนตรีสากล การแสดงโขน ตอนหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา จากวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา สถาบันของผู้เขียนเอง (ศิษย์เก่า) ซึ่งการกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากทุกท่านเป็นอย่างดี และได้รับคำชมมากมาย โดยหลังจากนี้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะจะจัดกิจกรรมแบบนี้อีกทุกปีแน่นอน ขอให้ช่วยติดตามและให้กำลังใจทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจักกิจกรรมในครั้งนี้ต่อไปด้วยนะคะ
เก็บภาพบรรยากศบางส่วนของกิจกรรมมาให้ชมคะ



















งานสืบสานงานศิลป์ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโรงเรียนจักราชวิทยา จัดขึ้นโดยกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ซึ่งจุดประสงค์ของการจัดกิจกรรมในครั้งนี้คือเพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถของครูผู้สอนในกลุ่มสาระฯ และผลงานนักเรียนที่เป็นผลผลิตจากกลุ่มสาระฯ ทั้งยังต้องการเผยแพร่ให้นักเรียนที่มีความสนใจในด้านศิลปะได้เข้ามาสัมผัสอย่างใกล้ชิด การจัดงานในครั้งนี้ประกอบไปด้วยนิทรรศการของแต่ละสาระ ได้แก่ สาระทัศนศิลป์ สาระดนตรี และสาระนาฏศิลป์ การแสดงจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 การประกวดร้องเพลงไทยลูกทุ่ง การแสดงจากวงดนตรีในสังกัด JV BAND ทั้งวงโยธวาทิต และวงดนตรีสากล การแสดงโขน ตอนหนุมานจับนางสุพรรณมัจฉา จากวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา สถาบันของผู้เขียนเอง (ศิษย์เก่า) ซึ่งการกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับจากทุกท่านเป็นอย่างดี และได้รับคำชมมากมาย โดยหลังจากนี้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะจะจัดกิจกรรมแบบนี้อีกทุกปีแน่นอน ขอให้ช่วยติดตามและให้กำลังใจทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจักกิจกรรมในครั้งนี้ต่อไปด้วยนะคะ
เก็บภาพบรรยากศบางส่วนของกิจกรรมมาให้ชมคะ
ขอแนะนำให้โลกรู้จักกับ JV BAND
JV BAND เป็นชื่อวงดนตรีในสังกัดงานดนตรีโรงเรียนจักราชวิทยา ประกอบด้วย วงโยธวาทิต วงโปงลาง และวงดนตรีสากล ซึ่งตอนนี้ JV BAND กำลังพัฒนามากขึ้นจากที่ผ่านมา ขอให้ทุกท่านติดตามผลงานของ JV BAND ต่อไป


.
ประวัติโขน
ประวัติโขน
โขนเป็นนาฏกรรมที่มีศิลปะเป็นแบบฉบับของตนเอง คำว่า "โขน" ไม่ทราบแน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด ซึ่งได้มีกล่าวไว้ในลิลิตพระลอเล่าถึงงานมหรสพในงานพระศพของพระลอและพระเพื่อนพระแพงว่า "ขยายโรงโขนโรงรำ ทำระทาราวเทียน" คำว่า "โขน" มีกล่าวไว้ในหนังสือของชาวต่างประเทศ เป็นการกล่าวถึงศิลปะแห่งการเล่นของไทยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งเป็นที่นิยมและยึดถือเป็นแบบแผนกันมานาน มีข้อสันนิษฐานว่าโขนน่าจะมาจากคำในภาษาต่าง ๆ ดังนี้
1. โขนในภาษาเบงคาลี ซึ่งมีคำว่า "โขละ หรือโขล" ซึ่งเป็นชื่อของเครื่องดนตรีประเภทหนัง ชนิดหนึ่งของฮินดู โดยตัวรูปร่างคล้ายมฤทังคะ (ตะโพน) ส่วนใหญ่เป็นเครื่องดนตรีที่พวกไวษณพนิกายในแคว้นแบงกอลนิยมใช้ประกอบการเล่นชนิดหนึ่งที่เรียกว่า "ยาตรา" ซึ่งหมายถึง ละครเร่ และหากเครื่องดนตรีชนิดนี้ได้เคยนำเข้ามาในดินแดนไทยแล้วนำมาใช้ประกอบการเล่นนาฏกรรมชนิดหนึ่ง เราจึงเรียกการแสดงชุดนั้นว่า "โขล" ตามชื่อเครื่องดนตรี
2. โขนในภาษาทมิฬ เริ่มจากคำว่า โขล มีคำเพียงใกล้เคียงกับ "โกล หรือ โกลัม" ในภาษาทมิฬ ซึ่งหมายถึงเพศ หรือการแต่งตัวหรือการประดับตกแต่งตัวตามลักษณะของเพศ
3. โขนในภาษาอิหร่าน มาจากคำว่า "ษูรัต ควาน" (Surat khwan) ซึ่งษูรัตแปลว่าตุ๊กตาหรือหุ่น ซึ่งผู้อ่านหรือผู้ขับร้องแทนตุ๊กตาหรือหุ่นเรียกว่า "ควาน" หรือโขน (Khon) ซึ่งคล้าย ๆ กับผู้พากย์และผู้เจรจาอย่างโขน
หากที่มาของโขนมาจากคำในภาษาเบงคาลี ภาษาทมิฬและภาษาอิหร่าน ก็คงจะมาจากพวกพ่อค้าวาณิช และศาสนาจารย์ของชาวพื้นเมืองประเทศนั้น ๆ แพร่มาสู่ดินแดนในหมู่เกาะชวา มาลายูและแหลมอินโดจีน
4. โขนในภาษาเขมร ในพจนานุกรมภาษาเขมร มีคำว่า "ละคร" แต่เขียนเป็นอักษรว่า "ละโขน" ซึ่งหมายถึงมหรสพอย่างหนึ่งเล่นเรื่องต่าง ๆ กับมีคำว่า "โขล" อธิบายไว้ในพจนานุกรมเขมรว่า "โขล ละคอนชายเล่นเรื่องรามเกียรติ์" (ธนิต อยู่โพธิ์. 2511. : 23 - 29)
จากข้อสันนิษฐานต่างๆ ยังมิอาจสรุปได้แน่นอนว่า "โขน" เป็นคำมาจากภาษาใด แต่เมื่อเปิดพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ซึ่งใช้กันในยุคสมัยนี้ก็จะพบว่า โขน หมายถึง การเล่นอย่างหนึ่งคล้ายละครรำ แต่เล่นเฉพาะในเรื่องรามเกียรติ์ โดยผู้แสดงจะสวมหัวจำลองเป็นตัวละครต่าง ๆ ที่เรียกว่า หัวโขน หรืออีกความหมายหนึ่งหมายถึง ไม้ที่ต่อเสริมหัวเรือท้ายเรือให้งอนเชิดขึ้นไป เรียกว่า "โขนเรือ" เรียกเรือชนิดหนึ่งที่มีโขนว่า เรือโขน เช่น เรือโขนขนาดใหญ่น้อย เหลือหลาย (ลิลิตพยุหยาตรา) หรือส่วนสุดทั้ง 2 ข้างของรางระนาดหรือฆ้องวง ที่งอนขึ้นก็เรียกว่า "โขน"
ผีเสื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ผีเสื้อหนอนกระท้อน
ผีเสื้อหนอนกระท้อน หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Atles Moth เป็นผีเสื้อกลางคืนพบได้ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย เช่น ในประเทศอินโนเซีย ประเทศศรีรังกา ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแต่ละประเทศก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป ส่วนในประเทศไทยของเราก็พบมากในแถบภาคใต้ของประเทศ แต่ก็มีคนพบเจ้าผีเสื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ในภาคอื่นด้วยก็มี พวกมันจะอาศัยอยู่ตามสวนต้นกระท้อน (นี่คือที่มาของชื่อนี้ หนอนกระท้อน) หรือสวนผลไม้ไม้อื่นๆ เช่น มะม่วง ฝรั่ง น้อยหน่า
เจ้าผีเสื้อนี้มันมีขนาดของปีกที่กว้างใหญ่ถึง 30 เซ็นติเมตร เลยทีเดียว ดูแล้วน่าจะใหญ่กว่านกบางชนิดอีกนะ (แล้วถ้านกที่กินแมลงมาเจอเจ้านี่เข้ามันจะกล้ากินไหมนะ.....) แต่ที่แปลกก็คือ เจ้าผีเสื้อยักษ์นี่มันไม่มีปาก (คือเกิดมาก็ไม่ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง) โดยมันจะใช้อาหารที่สะสมในรูปของไขมันตอนที่พวกมันเป็นตัวอ่อน หรือดักแด้ (แต่ดูแล้วมันคงเป็นดักแด้ที่มหึมามากเลยทีเดียว) เพราะหน้าที่สำคัญที่พวกมันเกิดมาก็เพื่อผสมพันธุ์สืบทอดเผ่าพันธุ์ของพวกมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เสร็จแล้วมันก็ตาย ( โอ้โห...ง่ายจริงจริง...ชีวิตเจ้าหนอนกระท้อน)
ตัวเมียจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าตัวผู้ ตัวผู้จะมีหนวดรูปขนนกที่ฟูชัดเจนมากเพื่อเอาไว้รับ ฟีโรโมน ของตัวเมีย ตัวเมียจะไม่มีหนวดแบบนี้

มาดูกันเลยรูปร่างหน้าตาของเจ้าผีเสื้อหนอนกระท้อนมันเป็นยังไง มีใครเคยเห็นบ้างหรือเปล่า ถ้าเจอมันเข้าก็อย่าคิดว่าเป็นนกนะจ๊ะ
![[Atlas_moth_female.jpg]](https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgQ3vSyxrUiSlp_Yj1DEaBNGBC4kVwCrHOvstJFzfpH78_mZw1xPiSsCWE3-vHL5RrUADxeQZnCkKTukfZ6wdmfTIN0yoCjVxPU3Tol0_1yiTjpkWayHnIvgTxJ2dYn1oUcQ_m6aMvnRoiY/s400/Atlas_moth_female.jpg)
![[Attacus_atlas.jpg]](https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEifV28dqXvBazT_ehpIwadop4Wx_ce7zYI29oNDY2c5JcJ3lnZO5cX72jYih3XnIULfOJkHn1CCuhnQXShN48-nmIBP8SXMimv5RK2p0O0ofxopZJeux_IWP9sBAas16WtHUM2bALQNTOkM/s400/Attacus_atlas.jpg)
ที่ประเทศสิงคโปร์ จะเรียกพวกมันว่า ผีเสื้อหัวงู เพราะว่าลายจากปลายปีกของมันจะมีลักษณะคล้ายกับหัวงู มีลูกตา เอาไว้หลอกตาผู้ล่าในยามรัตติกาล (เหมือนหัวงูจริงจริงด้วยนะ)

สรุปแล้วมันสวยใช่ไหมละ จริงจริงแล้วตัวคนเขียนเองทั้งเกลียดและกลัวหนอนเป็นที่สุดในชีวิต แต่ที่เขียนเรื่องของเจ้าตัวนี้เพราะอยากปลอบใจตัวเองว่า หนอนที่เราเห็นมันก็แค่ ผีเสื้อตอนเด็ก ๆ นั่นเอง.......อื๋ย........
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีที่ผู้เขียน(Piranee)รวบรวมมาจากหลายที่ในอินเตอร์เน็ต
ผีเสื้อหนอนกระท้อน หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Atles Moth เป็นผีเสื้อกลางคืนพบได้ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย เช่น ในประเทศอินโนเซีย ประเทศศรีรังกา ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแต่ละประเทศก็เรียกชื่อแตกต่างกันไป ส่วนในประเทศไทยของเราก็พบมากในแถบภาคใต้ของประเทศ แต่ก็มีคนพบเจ้าผีเสื้อที่ใหญ่ที่สุดในโลกนี้ในภาคอื่นด้วยก็มี พวกมันจะอาศัยอยู่ตามสวนต้นกระท้อน (นี่คือที่มาของชื่อนี้ หนอนกระท้อน) หรือสวนผลไม้ไม้อื่นๆ เช่น มะม่วง ฝรั่ง น้อยหน่า
เจ้าผีเสื้อนี้มันมีขนาดของปีกที่กว้างใหญ่ถึง 30 เซ็นติเมตร เลยทีเดียว ดูแล้วน่าจะใหญ่กว่านกบางชนิดอีกนะ (แล้วถ้านกที่กินแมลงมาเจอเจ้านี่เข้ามันจะกล้ากินไหมนะ.....) แต่ที่แปลกก็คือ เจ้าผีเสื้อยักษ์นี่มันไม่มีปาก (คือเกิดมาก็ไม่ต้องดิ้นรนเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง) โดยมันจะใช้อาหารที่สะสมในรูปของไขมันตอนที่พวกมันเป็นตัวอ่อน หรือดักแด้ (แต่ดูแล้วมันคงเป็นดักแด้ที่มหึมามากเลยทีเดียว) เพราะหน้าที่สำคัญที่พวกมันเกิดมาก็เพื่อผสมพันธุ์สืบทอดเผ่าพันธุ์ของพวกมันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เสร็จแล้วมันก็ตาย ( โอ้โห...ง่ายจริงจริง...ชีวิตเจ้าหนอนกระท้อน)
ตัวเมียจะมีขนาดที่ใหญ่กว่าตัวผู้ ตัวผู้จะมีหนวดรูปขนนกที่ฟูชัดเจนมากเพื่อเอาไว้รับ ฟีโรโมน ของตัวเมีย ตัวเมียจะไม่มีหนวดแบบนี้

มาดูกันเลยรูปร่างหน้าตาของเจ้าผีเสื้อหนอนกระท้อนมันเป็นยังไง มีใครเคยเห็นบ้างหรือเปล่า ถ้าเจอมันเข้าก็อย่าคิดว่าเป็นนกนะจ๊ะ
![[Atlas_moth_female.jpg]](https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEgQ3vSyxrUiSlp_Yj1DEaBNGBC4kVwCrHOvstJFzfpH78_mZw1xPiSsCWE3-vHL5RrUADxeQZnCkKTukfZ6wdmfTIN0yoCjVxPU3Tol0_1yiTjpkWayHnIvgTxJ2dYn1oUcQ_m6aMvnRoiY/s400/Atlas_moth_female.jpg)
![[Attacus_atlas.jpg]](https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEifV28dqXvBazT_ehpIwadop4Wx_ce7zYI29oNDY2c5JcJ3lnZO5cX72jYih3XnIULfOJkHn1CCuhnQXShN48-nmIBP8SXMimv5RK2p0O0ofxopZJeux_IWP9sBAas16WtHUM2bALQNTOkM/s400/Attacus_atlas.jpg)
ที่ประเทศสิงคโปร์ จะเรียกพวกมันว่า ผีเสื้อหัวงู เพราะว่าลายจากปลายปีกของมันจะมีลักษณะคล้ายกับหัวงู มีลูกตา เอาไว้หลอกตาผู้ล่าในยามรัตติกาล (เหมือนหัวงูจริงจริงด้วยนะ)

สรุปแล้วมันสวยใช่ไหมละ จริงจริงแล้วตัวคนเขียนเองทั้งเกลียดและกลัวหนอนเป็นที่สุดในชีวิต แต่ที่เขียนเรื่องของเจ้าตัวนี้เพราะอยากปลอบใจตัวเองว่า หนอนที่เราเห็นมันก็แค่ ผีเสื้อตอนเด็ก ๆ นั่นเอง.......อื๋ย........
ขอขอบคุณข้อมูลดีดีที่ผู้เขียน(Piranee)รวบรวมมาจากหลายที่ในอินเตอร์เน็ต
16 ตุลาคม 2553
อบรม Percussion ณ ราชสีมาวิทยาลัย
หลังจากได้อบรมแล้วทุกคนคงจะมีความรู้สึกเหมือนกันคือ อยากจะพัฒนาความสามารถของตัวเองให้เทียบกับเขาและอยากจะแสดงความสามารถของตัวเองให้ชาวโลกได้เห็น ขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอบรมคร้งนี้ทุกท่านที่ทำให้พวกเรามีความกล้า และฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง
finel fifa world cup 2010 by jv band
วงโยธวาทิตโรงรียนจักราชวิทยาแสดงและบรรแลงในวันปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2010
ชมภาพบรรยากาศการเตรียมงานของนักเรียนวงโยฯ และการแสดงที่น่าประทับใจของ jv band

















ชมภาพบรรยากาศการเตรียมงานของนักเรียนวงโยฯ และการแสดงที่น่าประทับใจของ jv band
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)